ชื่อของทีมชาติโมร็อกโก หายตัวไปจากฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 20 ปีเต็มๆ ก่อนที่พวกเขาจะกลับมายืนที่จุดเดิมได้อีกครั้งในปีนี้

และก่อนหน้านี้พวกเขาได้ไปเล่นเวิลด์ คัพรอบสุดท้ายมาแล้ว 4 ครั้ง และทำได้ดีที่สุดคือรอบ 16 ทีมสุดท้ายเมื่อปี 1986 ที่เม็กซิโก

และครั้งล่าสุดคือศึกฟร้องซ์ ‘98 ที่ฝรั่งเศส ภายใต้การนำของกุนซือเลือดเฟร้นช์อย่าง อองรี มิเชล เป็นครั้งที่เหล่า “สิงโตแห่งแอตลาส” โชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจ และเป็นทัวร์นาเม้นต์แจ้งเกิดของ มุสตาฟา ฮัดจิ ซึ่งขณะนั้นเป็นดาวเตะ เดปอร์ติโบ ลา คอรุนญ่า และ ยูเซฟ ชิปโป้ จากปอร์โต้

ก่อนที่ทั้งคู่จะได้สัญญาย้ายไปร่วมทีม โคเวนทรี ซิตี้ ที่ขณะนั้นยังเป็นทีมในพรีเมียร์ลีก หลังจากจบทัวร์นาเม้นต์

แท้จริงแล้ว น่าเสียดายสำหรับโมร็อกโก ที่พวกเขาต้องตกรอบแรกในปีนั้น เนื่องจากพวกเขาเก็บได้ 4 คะแนนจาก 3 เกม หลังจากถล่ม สก็อตแลนด์ มาในเกมสุดท้าย ขณะที่ นอร์เวย์ ที่แย่งชิงรองแชมป์กลุ่ม ก่อนเตะมีแค่ 2 แต้ม และต้องมาเจอ บราซิล ในเกมสุดท้าย

แต่ใครจะไปเชื่อว่า นอร์เวย์ จะได้จุดโทษนาทีสุดท้าย ก่อนที่ เคติล เรคดาล จะยิงเข้าไป เป็นประตูชัยพา นอร์เวย์ เข้ารอบสองอย่างเหลือเชื่อ

ส่วนทีมดังแห่งแอฟริกาเหนือ กระเด็นตกรอบแรกอย่างน่าเจ็บปวด และกลายเป็นยุคตกต่ำของทีมหลังจากนั้นมา พวกเขาต้องเสียโควต้าฟุตบอลโลกให้กับทีมอย่าง เซเนกัล, ไอวอรี่โคสต์ และ กาน่า ที่โดดเด่นขึ้นมาแทน

ครบ 20 ปีพอดิบพอดี…และถึงเวลาที่ โมร็อกโก จะประกาศศักดาให้แฟนบอลทั่วโลกเห็น ว่าพวกเขาจะกลับมาเป็นเต้นแห่งดินแดนกาฬทวีปให้ได้อีกครั้ง

จุดเปลี่ยน   หลังจากพลาดฟุตบอลโลกมา 3 ครั้งติดต่อกัน ที่สุดแล้วพวกเขาก็มีนายกสมาคมฟุตบอลคนใหม่ เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขึ้นมาดำรงตำแหน่งเมื่อปี 2013 เขาชื่อว่า “เฟาซี่ เล็กจา” สิ่งที่เล็กจาประกาศกร้าวว่าจะทำให้ได้เป็นอย่างแรก คือการยกระดับมาตรฐานทีมสโมสรให้คว้าแชมป์ระดับทวีป เขาขอเวลาไม่นาน 5 ปี เพื่อทำสิ่งนั้นให้ได้ผล

อีกหนึ่งจุดที่นายกฯฟุตบอลโมร็อกโกทำ คือการแต่งตั้ง ฮัดจิ ขึ้นมาเป็นผู้ช่วยของกุนซืออย่าง เอซซากี้ บาดู เมื่อปี 2014

แต่หลังจากคุมทีมได้เพียง 2 ปี บาดูก็อำลาตำแหน่ง และถูกแทนที่ด้วย แฮร์เว่ เรนาร์ด กุนซือชาวฝรั่งเศส ซึ่งมีส่วนสำคัญในการพา โมร็อกโก กลับไปสู่ฟุตบอลโลกอีกครั้ง แต่อะไรกันคือหัวใจในการทำทีมของ เรนาร์ด

“สิ่งแรกเลยคือ เขาปรับทัศนคติและบรรยากาศภายในทีมใหม่ทั้งหมด” ฮัดจิเริ่มเล่า

“เขาทำได้ดีมาก เขาทำให้ผู้เล่นทุกคนเกิดแรงกระหายในการเล่น เขาทำให้ทุกคนเห็นว่าเรามีดี”

“ที่สำคัญคือเขาใส่ความเป็นมืออาชีพให้กับทีมด้วย ทุกคนทำเกมกันอย่างมีระบบ”

“คือการผ่านรอบคัดเลือกได้ไม่ใช่ว่าจบนะ สิ่งที่เราต้องการหลังจากผ่านรอบคัดเลือกคือ คุณต้องมั่นใจว่าคุณจะสามารถทำผลงานได้ดีในรอบสุดท้าย”

“เขาบอกให้เรามองข้ามช็อต และมองให้แตกต่าง นั่นทำให้ทุกคนมั่นใจว่า เราไม่ใช่ทีมที่ไปเล่นแล้วจะตกรอบแรก”

ประวัติของ เรนาร์ด ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เขาเป็นกุนซือที่พาม้ามืดอย่างทีมชาติแซมเบีย คว้าแชมป์แอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ ได้สำเร็จเมื่อปี 2012

และในอีก 3 ปีถัดมา เขาข้ามฟากไปคุม ไอวอรี่โคสต์ และพาทีม “ช้างดำ” คว้าแชมป์ได้อีกหน

เท่ากับว่าเขาเป็นกุนซือคนแรกที่ได้แชมป์แอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ กับสองชาติ

ประวัติไม่ธรรมดาแบบนี้… สมาคมฯ ย่อมคาดหวังในผลงาน ซึ่งแน่นอน เขาไม่ทำให้ผิดหวัง

เกมรับคือหัวใจ   การคัดเลือกไปเล่นฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซียสำหรับโมร็อกโก เส้นทางเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2015 พวกเขาต้องลงสนามในรอบที่สองพบกับ อิเควทอเรียลกินี

พวกเขามี ยูเซฟ เอล อราบี อดีตหัวหอกทีมก็อง ในลีก เอิง ฝรั่งเศส เป็นผู้เล่นตัวสำคัญในแนวรุก ก่อนที่ เอล อราบี จะทำประตูสำคัญ พา โมร็อกโก เอาชนะไปก่อน 2-0 ในเกมแรก และประคองตัวแพ้เพียง 0-1 ในเกมที่สอง ผ่านเข้าสู่รอบสาม ซึ่งเป็นรอบแบ่งกลุ่ม

ซึ่งโมร็อกโกถูกจับไปอยู่ในกรุ๊ป ออฟ เดธ ร่วมกับ ไอวอรี่โคสต์, กาบอง และ มาลี  คัดเพียงแชมป์กลุ่มทีมเดียวเท่านั้น ที่จะได้ไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายทันที

ซึ่งแม้ชื่อทีมจะดูยาก แต่โมร็อกโกก็ทำมันให้กลายเป็นเรื่องง่าย พวกเขาไม่เสียประตูเลยตลอดทั้ง 6 เกม และยิงได้ถึง 11 ประตู

จุดขายของพวกเขาคือเกมในบ้าน ที่สนามสต๊าด โมฮัมเหม็ดที่ 5 ใน คาซาบลังก้า เมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

พวกเขาเอาชนะได้ทั้ง มาลี และ กาบอง ด้วยการยิงทั้งสองทีมรวมกัน 9 ลูก และดาวซัลโวประจำทีม ก็ไม่ใช่นักเตะชื่อดังด้วย เขาชื่อว่า คาลิด บูทาอิบ ปัจจุบันเล่นอยู่กับ เยนี่ มาลัตยาสปอร์ ทีมในลีกสูงสุดของตุรกี

จุดเด่นของโมร็อกโกอยู่ที่การเข้าทำที่หลากหลาย และเกมรับที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ เรนาร์ด เน้นมากที่สุดในขณะที่เขาทำงานเป็นผู้จัดการทีม “เขาบอกกับทุกคน ว่าให้มีสมาธิกับทุกเกมตลอด 90 นาที”  “ทุกคนรู้ว่าชัยชนะแต่ละเกมมีความหมายมากเพียงใด ผมคิดว่าสาเหตุที่เราไม่เสียประตู คงเป็นเพราะรายละเอียดในการทำทีมของโค้ชด้วยส่วนหนึ่ง”

โมร็อกโก เก็บได้ 9 คะแนนจาก 5 เกมแรก พวกเขาต้องการผลเสมอเพื่อไปเล่นรอบสุดท้าย แต่ต้องบุกไปเยือน ไอวอรี่โคสต์ ที่กรุงอบิดจาน

เกมนั้นเป็นเกมที่ยาก เพราะหาก ไอวอรี่โคสต์ ชนะได้ในบ้านตัวเอง พวกเขาจะแซง โมร็อกโก ไปฟุตบอลโลกทันที

ด้วยสมาธิที่หนักแน่น นักเตะทีมสิงโตแห่งกาฬทวีป ตั้งรับอย่างแข็งแกร่งทุกจังหวะ โดยมี เมห์ดี้ เบนาเตีย กองหลังจาก ยูเวนตุส เป็นผู้เล่นคนสำคัญ

แม้ว่า เจ้าบ้านจะพยายามบุกทำประตูมากเพียงใด แต่ก็ขาดความเฉียบคม สุดท้ายก็เป็น นาบิล ดีราร์ ตัวริมเส้นจากเฟเนร์บาห์เช่ และตัวเบห์นาเตียเอง ที่ทำคนละประตู ภายในช่วง 30 นาทีแรก

ตัดความหวังทุกอย่างของ ไอวอรี่โคสต์ ซึ่งพอไม่มี ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ค้ำในแดนหน้าอีกต่อไป มาตรฐานของพวกเขาก็ตกลง ต่างกับ โมร็อกโก ที่ผลิตนักเตะชั้นดีเข้ามาอยู่ในทีมชาติมากขึ้นและสุดท้าย ด้วยคุณภาพนักเตะที่พร้อม และ โค้ชที่พร้อม ทำให้พวกเขาบุกชนะทีม “ช้างดำ” 2-0 และทะลุเข้าสู่รอบสุดท้ายฟุตบอลโลกไปอย่างน่าชื่นชม ท่ามกลางคราบน้ำตาของชาวโกตดิวัวร์ ที่แพ้คาบ้านในเกมนั้น