ประโยชน์ของการมาส์กหน้า ให้คุณค่าสู่ผิว

การมาส์กหน้า ถือเป็นการบำรุงผิวแบบพิเศษอีกชนิดหนึ่งที่นอกเหนือไปจากการทาครีมบำรุงผิวทั่วๆไป เพราะการมาส์กหน้าให้คุณค่าสู่ผิวมากกว่าสกินแคร์ธรรมดาทั่วๆไป และยังสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเยียวยาปัญหาผิวที่คุณประสบอยู่ ให้หายไปอย่างรวดเร็วทันใจกว่าการใช้สกินแคร์บำรุงผิวธรรมดา วันนี้เราจึงนำสาระประโยชน์ของการมาส์กหน้าบ่อย ๆ มาฝากสาว ๆ กัน หวังว่าคงจะช่วยให้มีแรงฮึดขึ้นมามาส์กหน้ากันบ่อยขึ้นนะคะ     ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิว ถึงแม้ว่าการทามอยส์เจอไรเซอร์อย่างสม่ำเสมอจะช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวได้ดีแล้ว แต่ก็ยังไม่มากพอเท่าที่ควร โดยเฉพาะกับสาว ๆ ที่มีปัญหาผิวแห้ง และผิวขาดน้ำ ควรเติมความชุ่มชื้นเสริมเข้าไปด้วยการมาส์กหน้า ที่สามารถบำรุงผิวได้ล้ำลึกกว่าเดิม ซึ่งจะทำให้ผิวนุ่ม และยืดหยุ่นได้มากขึ้น เพราะถ้าหากคุณมีผิวนุ่มชุ่มชื้นยืดหยุ่นได้ดีแล้ว คุณก็จะสามารถเป็นผู้ที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์ได้อย่างง่ายดายด้วย     ช่วยให้สีผิวเรียบเนียนสม่ำเสมอ ในขณะที่กำลังมาส์กหน้า เนื้อมาส์กจะช่วยกระตุ้นให้ผิวได้รับออกซิเจนมากขึ้น นั่นจึงเป็นเหตุที่ทำให้การมาส์กหน้าช่วยให้ผิวเปล่งประกายจากภายใน นอกจากนี้การมาส์กหน้ายังช่วยลดเม็ดสีผิวส่วนเกิน จึงช่วยให้พื้นผิวของคุณเรียบเนียนไร้รอยด่างดำที่คอยกวนใจแล้ว     ช่วยให้ผิวกระชับขึ้น ยามที่คุณกำลังมาส์กหน้า คุณจะรู้สึกได้ถึงความตึงที่ผิว และอาการนี้แหละที่จะช่วยทำให้ผิวกระชับแข็งแรงขึ้น รวมทั้งการมาส์กหน้ายังช่วยกระตุ้น และเติมคอลลาเจนในผิวที่จะช่วยให้ผิวคุณกระชับ และนุ่มขึ้นอย่างสังเกตได้ รู้แบบนี้แล้วอย่าปล่อยให้ผิวหย่อนคล้อยดูแก่กว่าวัยเลยนะคะ มามาส์กหน้าเพื่อกระชับผิวหน้าให้ดูอ่อนกว่าวัยกันเถอะ     ช่วยให้รูขุมขนกระชับขึ้น การมาส์กหน้าอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้รูขุมขนบนผิวหน้าคุณสะอาด ช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และยังช่วยลดปัญหาหน้ามันได้ด้วย นอกจากนี้เมื่อรูขุมขนบนใบหน้าสะอาดเอี่ยมแล้ว ปัญหาผิวเป็นสิวก็จะไม่มากล้ำกรายให้รำคาญใจ แถมผิวยังเปล่งปลั่งมีสุขภาพดีขึ้นอีกด้วย     ช่วยให้ผิวสะอาดสดใส โคลนมาส์กหน้า ถือได้ว่าสิ่งที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งที่ช่วยดูดสิ่งสกปรกใต้ผิวออกมาได้

เหตุใด?….ทำให้โมร็อกโกกลับสู่ฟุตบอลโลกอีกครั้ง

ชื่อของทีมชาติโมร็อกโก หายตัวไปจากฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 20 ปีเต็มๆ ก่อนที่พวกเขาจะกลับมายืนที่จุดเดิมได้อีกครั้งในปีนี้ และก่อนหน้านี้พวกเขาได้ไปเล่นเวิลด์ คัพรอบสุดท้ายมาแล้ว 4 ครั้ง และทำได้ดีที่สุดคือรอบ 16 ทีมสุดท้ายเมื่อปี 1986 ที่เม็กซิโก และครั้งล่าสุดคือศึกฟร้องซ์ ‘98 ที่ฝรั่งเศส ภายใต้การนำของกุนซือเลือดเฟร้นช์อย่าง อองรี มิเชล เป็นครั้งที่เหล่า “สิงโตแห่งแอตลาส” โชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจ และเป็นทัวร์นาเม้นต์แจ้งเกิดของ มุสตาฟา ฮัดจิ ซึ่งขณะนั้นเป็นดาวเตะ เดปอร์ติโบ ลา คอรุนญ่า และ ยูเซฟ ชิปโป้ จากปอร์โต้ ก่อนที่ทั้งคู่จะได้สัญญาย้ายไปร่วมทีม โคเวนทรี ซิตี้ ที่ขณะนั้นยังเป็นทีมในพรีเมียร์ลีก หลังจากจบทัวร์นาเม้นต์ แท้จริงแล้ว น่าเสียดายสำหรับโมร็อกโก ที่พวกเขาต้องตกรอบแรกในปีนั้น เนื่องจากพวกเขาเก็บได้ 4 คะแนนจาก 3 เกม หลังจากถล่ม สก็อตแลนด์ มาในเกมสุดท้าย ขณะที่ นอร์เวย์ ที่แย่งชิงรองแชมป์กลุ่ม ก่อนเตะมีแค่ 2